ความหนาแน่นของไม้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดเสียงของไวโอลิน

นักวิจัยเปิดเผยว่า ความแตกต่างของเสียงในไวโอลินแต่ละตัวนั้นน่าจะเกิดจากความหนาแน่นของเนื้อไม้ที่นำมาทำตัวไวโอลินนั่นเอง


 


นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่าปัจจุบันลายไม้ถือเป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างเครื่องดนตรีสมัยใหม่ โดยเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ที่ถูกนำมาศึกษานั้นเป็นเครื่องดนตรีที่มีการผลิตจากไม้ที่มีฤดูการเจริญเติบโตในปี 1700


 


ซึ่งนักวิจัยได้ให้ความสนในเครื่องดนตรีที่ทำมาจากไม้ โดยมุ่งไปยังพวกเครื่องสายต่างๆ โดยเฉพาะไวโอลินเพื่อทำการศึกษาถึงสาเหตุที่แท้จริงและข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับความแตกต่างของเสียงที่ได้ในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น งานวิจัยครั้งนี้เป็นโครงงานวิจัยของทีมจากประเทศเนเธอร์แลนด์


 


โดยโครงงานวิจัยครั้งนี้ได้เริ่มศึกษาจากเครื่องดนตรีโบราณต่างๆ นั่นก็คืออุปกรณ์เครื่องดนตรีที่ถูกสร้างจากเมืองซิมโมน่าในประเทศอิตาลี โดยแอนโตนิโอ สเตทดิเวล่า ในช่วงต้นๆ ของปี 1700 ที่ได้รับการยกย่องว่ามีเสียงที่ไพเราะและชัดเจนไม่มีใครเทียบได้แห่งศตวรรษ


 


ในปัจจุบันเครื่องดนตรีราวๆ 600 ชิ้น อย่างไวโอลิน วิโอล่า กีต้าร์ และเชลโล่ ที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลีท่านนี้ถือ เป็นของที่หายากและมีราคาในการประมูลที่สูงมาก ประมาณล้านบาทขึ้นไป


 


โดยเมื่อมีการเปรียบเทียบถึงคุณภาพของเครื่องดนตรีในปัจจุบันและเครื่องดนตรีในอดีตก็มีการตั้งคำถามว่าทำไมเครื่องดนตรีสมัยใหม่นี้ไม่มีการเลียนแบบคุณภาพของเครื่องดนตรีในสมัยก่อนที่มีน้ำเสียงที่ไพเราะ กังวาน และสภาพตัวชิ้นเครื่องดนตรีมีสภาพทนทาน สามารถใช้งานได้เป็นเวลายาวนาน


 


มีข้อสันนิษฐานหลายอย่างเกี่ยวกับปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพลักษณะของวัตถุดิบคือไม้ที่นำมาใช้ หรือการคาดเดาว่าในอดีตนั้นการสร้างเครื่องดนตรีได้มีการใส่ส่วนผสมบางอย่างไปยังเนื้อไม้ หรือแม้กระทั่งที่ว่าเทคนิคในการสร้างเครื่องดนตรีที่คนในสมัยก่อนใช้แต่ในปัจจุบันไม่มี


 


นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Leiden ในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้นำเอาโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่ปกติจะใช้วิเคราะห์แบบ Computed Tomographic (CT) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการรักษาคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคปอดผิดปกติ มาเป็นตัวช่วยในการไขความลับในเรื่องเสียงของเครื่องดนตรีประเภทไวโอลิน


 


เขาได้ประยุกต์โปรแกรมของเขาโดยการนำไวโอลินมาผ่านการสแกนโดยนำเอาไวโอลินห้าชิ้นที่เป็นเครื่องดนตรีโบราณที่ผลิตในเมืองซิมโมน่า มาเปรียบเทียบกับไวโอลินสมัยใหม่เจ็ดชิ้น ซึ่งผลการสแกนได้แสดงให้เห็นว่าที่ความหนาแน่นของอุปกรณ์ทั้ง 2 แบบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


 


Dr Berend Stoel ได้อธิบายความสำคัญของสิ่งนี้ว่า ถ้าคุณดูชิ้นของไม้ที่ไม่มีความร้อนชื้นคุณจะสามารถเห็นวงปีของไม้ได้อย่างชัดเจน โดยที่วงปีสามารถเป็นตัวบอกอายุและความหนาแน่นของไม้ชิ้นนั้นๆ ที่สำคัญสามารถบอกได้ถึงช่วงเวลาหรือฤดูกาลที่ไม้ชิ้นนั้นมีการเจริญเติบโต อย่างเช่นว่า ถ้าไม้มีความหนาแน่นมากก็แสดงว่ามีการเจริญเติบโตในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากไม้ที่มีการเจริญเติบโตในช่วงหน้าหนาวนี้จะมีการเติบโตได้เร็วในช่วงนี้มากกว่าฤดูร้อนและคุณภาพของไม้ก็จะสูงและเหมาะแก่การนำไปทำโครงของตัวไวโอลิน เพราะจะทำให้ไวโอลินมีเสียงที่ไพเราะ ก้องกังวาน มากไปกว่านั้นความแตกต่างของความหนาแน่นในเนื้อไม้นั้นมีผลต่อการสั่นและคุณภาพของเสียงที่ออกมา


 


ผู้เชี่ยวชาญยังได้กล่าวถึงปัจจัยอื่นที่มีผลต่อคุณภาพของไม้ นั่นคือการที่พลังงานแสงอาทิตย์ลดลงที่เรียกว่า Maunder Minimum อาจเป็นสาเหตุให้การเติบโตของต้นไม้หยุดชะงัก แต่การที่อุณหภูมิในยุโรปตะวันออกลดลง 0.5-2 องศา ก็จะส่งผลให้ต้นไม้มีการเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็นจะทำให้ความหนาแน่นของต้นไม้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้เครื่องดนตรีที่ทำจากไม้แต่ละชิ้นมีความแตกต่างกันในเรื่องของเสียง ดังนั้นทางนักวิจัยก็ยังคงต้องทำการค้นคว้าต่อไปในสาเหตุที่เป็นไปได้อื่นๆไม่ว่าจะเป็น การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาไม้ที่จะนำมาเป็นวัสดุหลักในการผลิต ที่จะส่งผลต่อคุณภาพของเครื่องดนตรี คุณภาพของเสียงที่ได้  โดยโครงงานวิจัยชิ้นนี้จะใช้เทคนิค Computed Tomographic มาเป็นตัวช่วยหลักในการแยกแยะคุณภาพและรายละเอียดข้อมูลของไม้ในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น


 


ที่มา


http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/7484975.stm


 


 


โดย


ธนัช

13 ก.ค. 2551 18:39
0 ความเห็น
1014247 อ่าน
No results found.

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น