“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ประโยคคำถามที่เชื่อว่าหลายๆ คนจะเคยได้ยินประโยคนี้ในวัยเด็ก ซึ่งประโยคคำถามจากผู้ใหญ่ ในตอนนั้นอาจเป็นเพียงประโยคทักทาย ชวนคุยธรรมดา แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กผู้ถูกถามจะตอบเพราะคิด และเชื่อว่า สิ่งที่อยากเป็นนั้น “โตขึ้นก็จะต้องเป็นให้ได้”

ไม่ว่าจะเป็นอาชีพสุดเท่ห์ ได้พกอาวุธเหมือนในการ์ตูนอย่าง ตำรวจ , ทหาร หรือกัปตันขับเครื่องบิน ฯลฯ หากเป็นเด็กผู้หญิงก็เห็นจะหนีไม่พ้นแอร์โฮสเตส , พยาบาล , นางแบบ ฯลฯ หลังจากตอบผู้ใหญ่ก็มักจะต่อด้วยประโยคที่ว่า “เรียนเก่งๆ นะจะได้เป็นอย่างที่อยากเป็น” ซึ่งในตอนนั้น ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะรู้ไหมว่า บางทีสิ่งที่ตอบมันไม่ใช่แค่ตอบไปตามประสาเด็ก แต่นั่น คือ ความคาดหวัง แรงบันดาลใจ ที่รอเพียงเวลา และโอกาส ในการที่จะได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามระเบียบแผน ถ้าโตขึ้นอยากเป็นโน่น นี่ นั่น ระหว่างรอเวลาในการโตจนเรียนจบ และได้โอกาสในการทำงาน สิ่งที่เด็กๆ ต้องทำ และตั้งใจ คือ เรียนให้เก่ง หรือให้ดีที่สุด ตามหลักสูตรในแต่ละระดับชั้น

คำถาม คือ แล้วพอโตขึ้นได้เป็นอย่างที่อยากเป็นในตอนเด็กๆ ไหม? บางคนไม่ได้เป็นเพราะเป้าหมายเปลี่ยนไป หรือบางคนไม่ได้เป็นเพราะ โอกาสไม่มี จะอะไรก็แล้วแต่ ประโยคคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” ในวัยเด็ก ที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความหวัง แรงบันดาลใจ ก็เป็นเพียงประโยคที่ใช้เป็นเพียงการทักทาย แล้วผ่านไปเท่านั้น หากแต่คำถามดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด หรือเสียหาย ซึ่งในทางกลับกัน เราผู้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้นำประโยคนี้มาเป็นบทเรียน ทำความเข้าใจ และเก็บไว้สอนลูกหลาน ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์ หรือเครื่องมือที่เป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้แรงบันดาลใจวัยเด็กว่า “โตขึ้นจะเป็นอะไร”นั้น จะต้องเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน รวมถึงการสอนให้เด็กๆ ยอมรับความจริงว่า หากโตขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง หรือเป็นเด็กที่ขาดแรงบันดาลใจ แต่กลไก และเครื่องมือที่ดี จะทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเป็นผู้เลือกที่จะเป็นอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น

สูตรสมการความสำเร็จ คือ ความสำเร็จ = ความเตรียมพร้อม + โอกาส สูตรสมการความสำเร็จ แน่นอนว่าเมื่อเราหมั่นเพียรศึกษา ฝึกฝน พัฒนาทักษะความสามารถ เมื่อโอกาสมาถึงเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราจะมามุ่งเน้นไปที่ความเตรียมพร้อม

ผู้เขียนได้รู้จักกับกลยุทธ์ หรือเครื่องมือ ที่เป็นการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่แค่เพียงทฤษฎี แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริง อย่างแนวทางสะเต็มศึกษา ที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเชิงพาณิชย์สำหรับเยาวชนไทย (STEM Education for The Development of Youth Entrepreneurship หรือ E2STEM) โดยนำกลยุทธ์ความรู้เชิงสะเต็มศึกษา มาบูรณาการกับงานอาชีพ และพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ซึ่งจากข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยของธนาคารโลก ได้ทำนายว่าอนาคตข้างหน้า งานในประเทศไทยจะหายไปถึง 72% และแนวโน้มที่เด็กไทยอยากจะเป็นผู้ประกอบการมีมากขึ้น บริษัทต่างๆ มีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะ ความคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์มากขึ้นดังนั้น สสวท. จึงมองเห็นว่าการนำสะเต็มศึกษามาบูรณาการกับการสร้าง โอกาสทางเชิงธุรกิจ จึงมีความสำคัญมาก

ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท.กล่าวถึง E2STEM ว่า“แนวทางการดำเนินงาน โครงการ E2STEM ในเบื้องต้นควรทำเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตร เพื่อให้เห็นความสำเร็จในช่วงแรก โดยมีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นทักษะที่อยากให้นักเรียนพัฒนา ก่อนนำไปสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนหลักสูตร ให้ความสำคัญต่อความสำเร็จของนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนรู้ต่ำหรือสูง ซึ่งจะต้องมองเห็นและรับรู้ความสำเร็จร่วมกัน นอกจากนั้นควรมีการทำกรณีศึกษา หรือcase study เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของโรงเรียนที่มีบริบทต่างกัน”

ทั้งนี้การดำเนินงานโครงการE2STEMได้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมธุรกิจใหม่หรือนโยบาย “สตาร์ทอัพ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลต้องการเสริมสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในด้านต่างๆ ให้คนไทยสามารถสร้างธุรกิจเองได้โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเสริม ที่สำคัญต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และต้องเห็นช่องทาง กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ นั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการให้ความรู้พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงแก่นของการธุรกิจอย่างแท้จริง โดยเริ่มต้นตั้งแต่การส่งเสริมการเรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั่นเอง

บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) บริษัทจำลอง ภายใต้การบริหารของน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนปากเกร็ด จ.นนทบุรี บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมกับโครงการฯ ว่าได้เรียนรู้ และใช้หลักการสะเต็ม สามารถมองปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทฯ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยนำความรู้จากการอบรม เน้นช่องทางการตลาด ซึ่งเลือกใช้ช่องทาง Social Media ในการประชาสัมพันธ์สินค้า และจัดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อ รวมถึงรับข่าวสาร หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ นอกจากนี้โครงการฯ ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้บริษัท ปากเกร็ด เคาท์เจอร์ (Pakkred Culture หรือ PKC) ได้ร่วมออกร้าน จัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการพบปะกับผู้บริโภค ได้ร่วมพูดคุย รับฟังคำติชม จนสามารถนำกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องกับความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด

วันนี้คำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นักเรียนที่ศึกษาโครงการ และลงมือปฏิบัติจริง จะตอบคำถามไม่ใช่เพียงแค่ความหวัง หรือแรงบันดาลใจ แต่จะเป็นคำตอบที่สามารถแสดงให้เห็นว่าเมื่อโตขึ้น สิ่งต่างๆ ที่คิดไว้ก็จะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เพราะได้มีความเตรียมพร้อมจริงๆ จากการลงมือปฏิบัติจริงๆ และนำมาต่อยอดในวิชาที่เรียนได้จริง เมื่อถึงเวลาที่โอกาสมาความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เหนือสิ่งอื่นใดการพัฒนาศักยภาพโดยมุ่งเน้นไปที่ต้นสายอย่าง “เยาวชน” อีกไม่นานเกินรอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือผู้ใหญ่ที่ดี..ที่เติบโตมาจาก “เยาวชน” ในวันนี้นั่นเอง