การนำเสนอ...โดยการเขียนเรียงความและบทความ

การนำเสนอ...โดยการเขียนเรียงความและบทความ

 

เรียงความ

 

 

การเขียนเรียงความ

       การเขียนเรียงความเป็นการเขียนร้อยแก้วที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์ที่จะถ่ายทอดความรู้ความคิด ความเข้าใจ

และจินตนาการออกมาเป็นเรื่องราวด้วยถ้อยคำและสำนวนที่เรียบเรียงอย่างชัดเจนถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา

การเขียนเรียงความเป็นการเขียนที่ใช้กันทั่วไปเพราะไม่ว่าจะเป็นการเขียนรายงาน การเขียนความเรียง การเขียน

ข้อสอบอัตนัย การเขียนบทความ หรือการเขียนหนังสือตำราวิชาการต่างก็เขียนในรูปแบบของเรียงความทั้งสิ้น

เรียงความที่ดีผู้เขียนจะต้องเขียนให้เรียงความนั้นมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

     1. คำนำ  คำนำบางครั้งเรียกว่าบทนำเป็นส่วนที่อยู่ตอนต้นเรื่อง การเขียนคำนำเป็นการกล่าวนำเรื่องก่อนเข้า

นื้อเรื่องจริงๆ เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านทราบว่าผู้เขียนจะเขียนอะไรต่อไป เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านเกิด ความสนใจและ

อยากอ่านเรียงความเรื่องนั้นต่อไป การเขียนคำนำอาจเขียนโดยนำคำคม สุภาษิต ฯลฯ

     2. เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องคือส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระของเรียงความชิ้นนั้น การเขียนเนื้อเรื่องจะเขียนกี่ย่อหน้าก็ได้ไม่จำกัด

แต่ในแต่ละย่อหน้าจะต้องมีความสัมพันธ์ เนื้อหาจะต้องไม่วกวนสับสน

     3. สรุป บทสรุปเป็นส่วนที่อยู่ก่อนจบการเขียนเรียงความ สรุปโดยมากแล้วจะมีเพียงย่อหน้าเดียว เนื้อหาของบทสรุป

จะต้องมีเนื้อหาสอกคล้องกับคำนำและประเด็นสำคัญของเรื่องแต่ต้องไม่มีขนาดยาวมากนัก และจะต้องมีใจความที่กระชับ

การเขียนบทสรุปอาจเป็นการสรุปเรียงความอย่างย่อๆ หรืออาจกล่าวถึง คำคม สุภาษิตต่างๆ การเขียนเรียงความที่ดีผู้เขียน

จะต้องเขียนให้เรียงความเรื่องนั้นมีเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ โดยใช้โวหารต่างๆ ตามความเหมาะสม

 

 

บทความ

การเขียนบทความ

       บทความคืองานเขียนที่ผู้เขียนมุ่งเสนอความคิดความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น

รวมทั้งเสนอทรรศนะของผู้เขียนที่มีต่อเรื่องราว เหตุการณ์หรือปัญหานั้นๆ มีทั้งบทความทั่วไป บทความแสดงความคิดเห็น

บทความวิเคราะห์วิจารณ์ บทความสัมภาษณ์ บทความวิชาการ ฯลฯ ผู้อ่านบทความนอกจากจะได้รับความรู้ความคิดแล้ว

ยังจะได้รับความเพลิดเพลินด้วย

 

ลักษณะเฉพาะของบทความ

     1. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น

     2. ต้องมีสาระ มีแก่นสาร อ่านแล้วได้ความคิดเพิ่มเติม

     3. ต้องมีทัศนะ มีข้อคิดเห็น ข้อวินิจฉัยของผู้เขียนแทรกอยู่

     4. มีวิธีการเขียนชวนให้อ่าน ทำให้เพลิดเพลินและชวนคิด

 

ความแตกต่างระหว่างบทความกับเรียงความ

      บทความเป็นงานเขียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเรียงความมากเพราะเป็นงานเขียนร้อยแก้วที่มุ่งเสนอความรู้

และความคิดเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามการเขียนทั้งสองแบบนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันดังนี้

 

หัวข้อ

บทความ

เรียงความ

จุดมุ่งหมาย

ในการเขียน

- เป็นการเขียนที่เป็นวิชาชีพที่เผยแพร่ในสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์

 

- เขียนขึ้นเพื่อเสนอความคิด ความรู้ และความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปในขณะนั้น

- เป็นการเขียนเพื่อฝึกทักษะด้านการแสดงความคิดการใช้ภาษาการเรียบเรียงข้อมูล/เพื่อส่งเข้าประกวดชิงรางวัลการสอบ

- เขียนขึ้นเพื่อแสดงความรู้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เขียน

เนื้อเรื่อง

- จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือข้อมูลจริงและความคิดเห็นหรือการวิจารณ์ข้อมูลของผู้เขียน ข้อมูลที่นำมาเขียนจะต้องสามารถระบุแหล่งที่มาของข้อมูลได้

- เนื้อเรื่องไม่จำเป็นต้องจบสมบูรณ์ อาจเสนอเพียงประเด็นแล้วทิ้งท้ายให้ผู้อ่านคิดสรุปเอง

- อาจไม่มีข้อมูลจริงมาอ้างอิง มักจะเขียนขึ้นจากจินตนาการ ความรู้สึกและความเข้าใจ/ความคิดส่วนตัวเป็นสำคัญ

 

- เนื้อเรื่องจบสมบูรณ์ในตอนเดียว

ภาษาและวิธีการเขียน

- มีการแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป

- ภาษาที่ใช้ขึ้นอยู่กับประเภทของบทความ มักใช้ภาษาไม่เป็นทางการหรือกึ่งทางการและใช้ภาษาร่วมสมัยและสำนวนต่างๆประกอบซึ่งผู้อ่านอาจจะต้องตีความ/ทำความเข้าใจเอง

- มีความยาวหลายย่อหน้า/หลายหน้า

- มีการแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป

- ภาษาที่ใช้เน้นความถูกต้อง เคร่งครัดตามหลักการใช้ภาษาการดำเนินเรื่องตรงไปตรงมาตามลำดับขั้นตอน

- เป็นงานเขียนสั้นๆ มีไม่กี่ย่อหน้า

แหล่งที่มา

ของข้อมูล

- มีการเขียนอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลชัดเจนอาจเขียนในลักษณะของเชิงอรรถ/รายการอ้าง-อิง/บรรณานุกรม

- ไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูล  หรือ มีแหล่งข้อมูลน้อย

 

ขั้นตอนและวิธีการเขียนบทความ

     1. เลือกเรื่อง/ประเภทของบทความ 

เลือกจาก  เวลา (ระยะเวลาที่หาข้อมูลและเขียนกับเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไป)

               ผู้อ่าน (ผู้อ่านเป็นใคร มีวัย เพศ ความสนใจ ค่านิยม อาชีพอย่างไร)

               สื่อ (เผยแพร่ในสื่อประเภทใด สื่อนั้นมีข้อจำกัดเรื่องใดเช่น นโยบาย เวลา จำนวนหน้า ฯลฯ )

     2. การตั้งชื่อเรื่อง  ให้ครอบคลุมกับเนื้อหาของบทความ

     3. วางโครงเรื่อง/หาข้อมูล

     4. เรียบเรียงเนื้อหา

 

แหล่งข้อมูลดีๆ จาก:

คณาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภาษาไทย 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์  

        มหาวิทยาลัย, 2538.

คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. การใช้ภาษาไทย 2. พิมพ์ครั้งที่ 3.

        กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542.

ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร.

        2540.