ลักษณะสำคัญของภาษาไทย..ที่ควรรู้ !

ลักษณะสําคัญของภาษาไทย

 

ภาษาไทย...มีวิวัฒนาการมาตามลําดับ ตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช โดยพระโหราธิบดีไดแตงตําราเรียน

ภาษาไทยเลมแรก ชื่อ จินดามณี ขึ้น ตอมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวโดยกระทรวงธรรมการ

ไดพิมพตําราสยามไวยากรณเปนแบบเรียน และเจาพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ไดเรียบเรียงขึ้นใหม โดยยอจาก

ตําราสยามไวยากรณ จนถึง พ.ศ. 2461 พระยาอุปกิตศิลปสารไดใชเคาโครงของตําราสยามไวยากรณแตงตํารา

หลักภาษาไทยขึ้นใหม ซึ่งถือวาเปนตําราหลักภาษาไทยที่สมบูรณและเปนแบบฉบ  ับหลักภาษาไทยที่ใชกันมาจนถึง

ปจจุบัน โดยมีหลักการสังเกตลักษณะที่สําคัญของภาษาไทย ดังนี้

 

1. ภาษาไทยเปนคําโดด (Isolating Language) คือ คําไทยแตละคําจะมีความหมายสมบูรณในตัวเอง

ใชไดอยางอิสระโดยไมมีการเปลี่ยนรูปศัพท เชน พอ แม่ สูง ต่ำ

 

2. คําไทยแทสวนมากมีพยางคเดียว คือ คําไทยแทสวนใหญมีพยางคเดียว มีความหมายเขาใจไดทันที

เชน โอง ไห ดิน น้ํา ลม ไฟ เปนตน สวนคําไทยแทที่มีหลายพยางคมีสาเหตุมาจาก

 

2.1 การปรับปรุงศัพท ดวยการลงอุปสรรคแบบไทย คือ การเพิ่มเสียงหนาศัพท เชน

ชิด ---- ประชิด

ทํา ---- กระทํา

ลูกดุม ---- ลูกกระดุม

2.2 การกลายเสียง เปนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของภาษา เชน เสียงกรอน

หมากมวง ---- มะม่วง

สายเอว ---- สะเอว

ตนไคร ---- ตะไคร  

 

3. คําไทยแทมีตัวสะกดตรงตามมาตรา เชน ตัวอยางคําที่เกี่ยวกับการตอสู ไดแก

แมกก ---- ชก ศอก กระแทก โขก ผลัก

แมกด ---- กัด ฟด รัด อัด กอด ฟาด อัด

แมกบ ---- ตบ ทุบ งับ บีบ จับ กระทืบ ถีบ

แมกง ---- ถอง พุง ดึง เหวี่ยง ทึ้ง

แมกน ---- ชน ยัน โยน ดัน

แมกม ---- โถม ทิ่ม รุม ทุม

แมเกย ---- เสย ตอย

แมเกอว ---- เหนี่ยว นาว  

 

4. ภาษาไทยเปนภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต ซึ่งวรรณยุกตนี้จะทําใหคํามีระดับเสียง

และความหมายตางกัน เชน

          คา คา คา เขา เขา เขา

นํา น่ํา น้ํา เสือ เสื่อ เสื้อ

 

5. มีการสรางคําเพื่อเพิ่มความหมายใหมากขึ้น การเพิ่มคําในภาษาไทยมีหลายลักษณะ เชน

การประสมคํา คําซอน คําซ้ํา คําสมาส คําสนธิ ศัพทบัญญัติ คําแผลง เปนตน

 

6. การเรียงคําในประโยค การเรียงคําในประโยคของภาษาไทยนั้นสําคัญมาก เพราะถาเรียงคํา

ในประโยคสลับที่กันจะทําใหความหมายเปลี่ยนไป เชน

- พอใหเงินผมใช

- พอใหใชเงินผม

- พอใหผมใชเงิน

- พอใหเงินใชผม

 

       7. คําขยายในภาษาไทยจะเรียงอยูหลังคําที่ถูกขยายเสมอ เชน

- แมไกสีแดง

- เรือลําใหญแลนชา

 

       8. คําไทยมีคําลักษณนาม โดยมีหลักการใชดังนี้

8.1 ใชตามหลังคําวิเศษณบอกจํานวนนับที่เปนตัวเลข เชน

- นักเรียน 10 คน

- แมว 2 ตัว

          8.2 ใชตามหลังคํานามเพื่อบอกลักษณะคํานามที่อยูขางหนา เชน

- หนังสือเลมนั้นใครซื้อให

- นกฝูงนี้มาจากไซบีเรีย

 

       9. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและการพูด เพื่อกําหนดความหมายที่ตองการสื่อสาร หากแบงวรรคตอน

การเขียนผิด หรือพูดเวนจังหวะผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไป เชน

- อาหาร อรอยหมดทุกอยาง ----- อาหารอรอย หมดทุกอยาง

 

       10. ภาษาไทยมีระดับการใช แบงไดดังนี้

      10.1 ระดับพิธีการ - ใชในพิธีการสําคัญตางๆ

      10.2 ระดับทางการ - ใชในโอกาสที่เปนทางการ (ภาษาทางการ) ยกเวน คําที่แสดงจํานวนหรือปริมาณ อาจอยูหนา

หรือ หลังก็ได เชน

คําขยายอยูหลัง                               คําขยายอยูหนา

หมูดําตัวหนึ่งอยูในเลาสีขาว             ในเลาสีขาวมีหมูสองตัว

ยกเวน การใชวา “เดียว” แทนจํานวนนับ 1 หนวย ซึ่งจะอยูหลังลักษณะนาม เชน

              - ฉันเลี้ยงแมวไวตัวเดียว

              - เขากินขาวจานเดียว

      10.3 ระดับกึ่งทางการ - ใชในโอกาสที่เปนทางการ แตลดระดับโดยการใช ภาษาสุภาพและเปนกันเองมากขึ้น

      10.4 ระดับสนทนา - ใชในโอกาสที่ไมเปนทางการ เชน การพูดคุยทั่วไป

      10.5 ระดับกันเอง - ใชในโอกาสที่ไมเปนทางการกับเพื่อนสนิท สามารถใชภาษาพูดหรือภาษาคะนอง

 

        ขอบคุณความรู้ดีๆ จาก: สารไทย.com